รูปแบบการแสดง

ขั้นตอนการร่ายรำ
          เมื่อวิญญาณบรรพบุรุษเข้าร่างทรงแม่มอและมอแล้ว ก็จะจัดตบแต่งเครื่องแต่งกายพร้อมกับดื่มน้ำและเหล้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดนตรีจะเริ่มบรรเลงอีกครั้งในจังหวะช้าและเร็วขึ้นตามลำดับ แม่มอและมอทุกคนจะลุกขึ้นร่ายรำอย่างสนุกสนานตามเสียงจังหวะของเสียงดนตรีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด นอกจากนั้นผู้มาร่วมพิธีกรรมถ้าเกิดความสนุกสนาน ก็สามารถจะร่ายรำกับแม่มอและมอได้การร่ายรำของแม่มอและมอทุกคน โดยส่วนใหญ่คนไหนรำท่าใด ก็มักจะรำท่านั้นตลอดพิธีกรรม โดยส่วนใหญ่จะเป็นท่ารำส่ายและท่าสอดสร้อยมาลา และในขั้นตอนของการร่ายรำนี้ จะเป็นการร่ายรำพร้อมกับการกระทำพิธีกรรมอื่น ๆ ไปพร้อมกัน

ขั้นตอนการเล่นช้าง เล่นม้า
          การเล่นช้าง เล่นม้า เป็นการเล่นที่อยู่ในพิธีกรรมการเล่นแกลมอ สะท้อนให้เห็นว่าบรรพบุรุษของชาวไทยกูยในอดีตนั้น เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการจับคล้องช้างและการฝึกหัดช้างได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันจังหวัดสุรินทร์เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปว่า เป็นจังหวัดที่มีช้างมาก และมีประเพณีการจัดงานช้าง ที่ยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้จักของบุคคลภายในและภายนอกประเทศปัจจุบันกลุ่มชาวไทยกูยที่มีความสามารถในเรื่องเกี่ยวกับช้าง ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บริเวณตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ โดยชาวกูยกลุ่มนี้ บุคคลทั่วไปจะรู้จักเป็นอย่างดีแต่ชาวไทยกูยกลุ่มบ้านตรึม และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเดียวกันกลับไม่เป็นที่รู้จักมากนักเนื่องจากกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ จะเลี้ยงชีพด้วยการทำนาเป็นส่วนใหญ่ ขั้นตอนการเล่นช้าง เล่นม้า พิธีกรรมที่เอาวิถีชีวิตของกลุ่มชาวไทยกูย โดยแม่มอ นำช้าง ม้า ที่ทำจากไม้ยอ มาให้มอถือ และรำรอบเสาพิธี 3 รอบจะมีผู้ที่จะมาลักช้าง
ม้า เป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ร่วมพิธีกรรม โดยกระเซ้าเย้าแหย่ และดึงไปจากมือแม่มอที่ถือ แล้วนำไปซ่อนไว้บริเวณบ้านนางรื่นระหงษ์ ดัชถุยาวัตร ที่มีบริเวณบ้านอยู่ติดกัน ห่างกันประมาณ 50 เมตร จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการตามหาช้าง ม้า ทิศเหนือ ใต้ ตะวันตก ยกเว้นทิศตะวันออก ได้รับคำตอบว่าทำตามบรรพบุรุษ เมื่อครบทั้ง 3 ทิศ แล้ว คนที่ทำหน้าที่ตามหาช้าง ม้า คือนายพราน ถือดาบ ธนู และสนา ไว้สำหรับป้องกันตัวเอง ขณะไปตามช้าง มา กลับมา โดยการนำข้าวต้ม ไปเป็นเสบียง ระหว่างที่ตามหาช้าง ม้า เมื่อตามเจอแล้วแม่มอ และมอคนอื่น ๆ ออกมาตั้งแถวรอคล้องช้าง และจับม้า นอกปะรำ ในมือจะถือฝ้าย เตรียมคล้องช้างและจับม้า เมื่อคล้องช้าง และจับม้าได้แล้ว ก็จะเข้าในปะรำพิธีคืน 
          จึงกล่าวได้ว่าพิธีกรรมการเล่นแกลมอ ขั้นตอนการเล่นช้าง เล่นม้านั้น ได้นำเอาวิถีชีวิตของกลุ่มชาวไทยกูยที่มีความผูกพันอยู่กับช้าง มาใช้ประกอบในพิธีกรรมการเล่นแกลมอการประกอบพิธีกรรมขั้นตอนนี้ จะเป็นการแสดงออกมาโดยการร่ายรำและการนำรูปช้าง รูปม้าแกะสลัก มาสมมุติเป็นเรื่องราวให้เห็นว่าช้าง ม้า เป็นสิ่งสำคัญและเป็นของที่ชาวไทยกูยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ขั้นตอนนี้จะเห็นถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการที่จะไปคล้องช้าง และเมื่อคล้องช้างได้แล้ว โดยการเชื่อมโยงออกมาในรูปของพิธีกรรมการเล่นแกลมอ

ขั้นตอนการแห่ดอกไม้
          การแห่ดอกไม้เป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในพิธีกรรมการเล่นแกลมอ โดยจะจัดเตรียมขันดอกไม้ ซึ่งดอกไม้ที่จัดเตรียมจะเป็นดอกไม้ในท้องถิ่น เช่น ดอกจำปา ดอกจารย์ ดอกลำดวนเป็นต้น และการแห่ดอกไม้เป็นเหมือนสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่า เป็นการแสดงความยินดีที่มีการเฉลิมฉลองในการที่มีความสุข จากการที่ได้ช้าง ม้า และอื่น ๆ มาอยู่ในกลุ่มหรือตระกูลของตนเองจึงได้มีการฉลอง โดยการแห่ดอกไม้และการร่ายรำแสดงความยินดีขั้นตอนต่าง ๆ ในพิธีกรรมการเล่นแกลมอนั้น โดยส่วนใหญ่จะแสดงถึงวิถีชีวิตของบรรพบุรุษของกลุ่มชาวกูย โดยแสดงออกในรูปของพิธีกรรม เพื่อแฝงให้บุคคลทั่วไปและชาวกูยได้รู้ว่า ประวัติความเป็นมาของชาวไทยกูยบ้านตรึม มีประวัติ ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีการดำรงชีวิตเป็นอย่างไร

ขั้นตอนการการตัดแพและการอาบน้ำผู้เจ็บป่วย
          แม่มอจะสั่งให้จัดที่สำหรับทำพิธีอาบน้ำชำระผู้ป่วย บรรดาญาติทั้งหญิงและชายจะช่วยกันจัดสถานที่มีครุถังใส่น้ำ 2 ถัง มีแพ 9 ชั้น ทำด้วยต้นกล้วย ก่อนจะเริ่มในแต่ละขั้นตอนบรรดามอจะร่ายรำ 3 รอบทุกครั้ง (เวียนซ้าย) การตั้งแพจะตั้งทางทิศใต้ของปะรำพิธี มีไม้กระดานเตรียมสำหรับผู้ป่วยนั่ง กรณีนี้ ให้นางสาวจุรีรัตน์ แต่งงาม อาบน้ำชำระร่างกายแทนผู้ป่วย ต้องออกไปยังสถานที่จัดไว้ แม่มอและมอรองจะรำนำหน้าออกไป ในขณะที่ผู้อื่นอยู่ในปะรำ
          กลุ่มคนที่อยู่บริเวณรอบนอกต่างก็ส่งเสียง ให้ตัดแพโดยเร็ว ขณะเดียวกันจะมีหนึ่งคน ถือต้นปอที่ลอกเอาใยปอออกแล้ว จุดไฟไปยืนอยู่ด้านหน้าของร่างทรงนางสาวจุรีรัตน์ แต่งงาม แม่มอถือมีดรำรอบตัวร่างทรง นางสาวจุรีรัตน์ แต่งงาม และไปตัดแพที่อยู่ด้านหน้า หากแพล้มลงเร็วถือว่าผู้ป่วยจะหายเร็วหากล้มลงช้าก็จะหายช้าเช่นกัน ถือเป็นการเสี่ยงทายอีกวิธีหนึ่ง เมื่อแพล้มลงแล้วใช้ดาบทำพิธี ฟันขา อก หลัง แขน เอว ของร่างทรง แล้วลากแพออกไปทิ้ง มอรองจะเรียก มอออกมาอีกหนึ่งคนช่วยราดน้ำ อาบน้ำ ให้แก่ผู้ป่วยจนหมดถัง แล้วจึงรำเข้าปะรำพิธีญาติจะนำเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ร่างทรงเปลี่ยนแล้วกลับเข้ามายังปะรำพิธีเหมือนเดิม

ขั้นตอนการเชิญวิญญาณบรรพบุรุษเข้าบ้าน
          ขั้นตอนการเชิญวิญญาณบรรพบุรุษเข้าบ้าน หรือพิธีขึ้นบ้านใหม่เป็นพิธีอัญเชิญมอขึ้นอยู่บนหิ้ง แม่มอจะเรียกบรรดาโคตรของผู้ป่วย เป็นคนจับโรง (หิ้งมอ) แม่มอจะรำนำหน้าขึ้นเหยียบหิ้งมอ และมอทุกคนรำเหยียบหิ้งมอ 3 รอบ หากแม่มอหรือมอเหยียบหิ้งมอหัก แสดงว่าผู้ป่วยจะไม่หาย ถ้าไม่หัก แสดงว่าผู้ป่วยจะหายป่วย หลังจากนั้นนำน้ำที่ผสมกับขมิ้นมาพรมหิ้งมอแล้วนำขึ้นไว้บนบ้านเพื่อให้ขึ้นอยู่ในที่จัดไว้เป็นอันเสร็จพิธี หลังจากนั้นนำน้ำที่ผสมกับขมิ้นมาพรมหิ้งมอแล้วนำขึ้นไว้บนบ้านเพื่อให้ขึ้นอยู่ในที่จัดไว้เป็นอันเสร็จพิธี
          เมื่อแม่มอ และมอเหยียบหิ้งมอครบทุกคนแล้ว ก็จะนำเศษหม้อดินตั้งบนไข่ไก่ 3 ฟอง (ลักษณะการวางไข่ไก่เหมือนกับก้อนเส้าที่ทำสำหรับหุงต้ม) เอานุ่นทำเชื้อฟืน นำขี้ผึ้งใส่ลงในหม้อแตก พร้อมกับเงินเหรียญ 1 สตางค์ใส่ลงไปทำพิธีต้ม จนกว่าขี้ผึ้งจะละลาย นำใบขนุนมาย่างแล้วนำไปตีหลัง หัวไหล่ อก ขา เป็นการขับไล่โรคภัยไข้เจ็บให้ออกจากร่าง ซึ่งเป็นการทำตามบรรพบุรุษ จากนั้นก็นำฆ้อนที่ทำจากก้านกล้วยไปตีที่ หลัง หัวไหล่ อก ขา เหมือนครั้งที่นำใบขนุนไปตีครั้งแรก (ขั้นตอนนี้ครูบามอคนรองจะเป็นผู้ทำพิธี)

ขั้นตอนการบายศรีสู่ขวัญผู้เจ็บป่วย
          ผู้ที่อยู่รอบนอก (ผู้หญิง) จะจัดบายศรีสำหรับมอทุกคน บายศรี 1 ชุด ประกอบด้วย ข้าวต้ม กล้วย เทียน น้ำตาลอ้อย จะทำพิธีกินบายศรี การกินบายศรีนั้นมีวิธีการกินเฉพาะคือ เมื่อได้สำรับมาแล้ว นั่งลงตรงหน้าสำรับแล้วจุดเทียนทำท่ากินเทียน (เปลวเทียน) 3 รอบ เป็นอันจบพิธีกินบายศรี ผู้มาร่วมพิธีกรรมทั้งหมดที่อยู่บริเวณที่ประกอบพิธีกรรม จะนำด้ายผูกข้อมือผูกให้กับผู้เจ็บป่วย ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นการเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับตัว และจะทำ ให้อาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ได้หายไป

ขั้นตอนการออกจากร่างทรง
          แม่มอ และมอทั้งหมดจะลุกขึ้นรำอีก 3 รอบ แล้วจะทำพิธีกินบายศรี (อาหารที่จัดสำรับเหมือนตอนแรก) เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้วก็จะทำพิธีออกจากร่างจะปฏิบัติเหมือนตอนแรกที่เริ่มเข้าทรงเป็นการปล่อยผีมอให้ไปอยู่ที่เดิม ตอนออกหมอแคนจะเป่าแคนให้ทำนองคนเดียวจะไม่ใช้กลองตีให้จังหวะเพราะเชื่อว่าหากได้ยินเสียงกลองมอจะไม่ยอมออกจากร่าง มอจะออกจากร่างก่อนหลังตามอาวุโสของมอคือจากน้อยไปหามาก แม่มอจะออกร่างเป็นคนสุดท้าย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการเล่นแกลมอ การประกอบพิธีกรรมที่เรียกว่าแกลมอ เชื่อว่าบุคคลที่เป็นร่างทรงของผีมอนั้น จะไม่ใช่ตัวเองจะยอมรับว่ามีวิญญาณสิงอยู่ในร่างของตน ด้วยเหตุผลหลายประการคือ เวลาขณะที่ประกอบพิธีจะสื่อด้วยภาษาลาว (พูดภาษาลาว) ชื่อที่ใช้เรียกตัวเองและคนเรียก (รวมถึง บุคคลที่อยู่นอกพิธีกรรม) ก็จะเรียกชื่อผีที่สิงร่างอยู่ และบุคลิกส่วนตัวยามปกติก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยอย่างเด่นชัด จึงทำให้เชื่อว่ามีวิญญาณของผีเข้ามาสิงร่างจริง สำหรับชื่อมอเท่าที่ซักถาม จะเป็นชื่อผีผู้ชายทั้งหมดจะมีคำนำหน้าว่าท้าวทุกชื่อ และชื่อเหล่านั้นจะไม่ใช่ชื่อทั่วไป ดังตัวอย่างที่จะยกมา กรณี นางศรี ดัชถุยาวัตร มอชื่อท้าวบุญเฮือง ชื่อเหล่านี้สัมพันธ์กับชื่อในนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมาว่ามอเป็นผีเร่ร่อนมาจากถิ่นอื่นมักจะมาจากเมืองลาวซึ่งเป็นผีเร่ร่อนหาที่อยู่ไม่ได้ อดโซมานานแล้ว จึงได้มากระทำให้กลุ่มคนเกิดการเจ็บป่วยขึ้น
จากสภาพความก้าวหน้าของโลกในปัจจุบัน ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าทันสมัยในทุกๆด้าน การแพร่กระจายวัฒนธรรมเมืองเข้าสู่ชนบทอย่างไม่ขาดสาย ด้วยการผ่านสื่อสารต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพทางกายภาพของชุมชนและวิถีชีวิตของกลุ่มคนอย่างรวดเร็วในทุกพื้นที่ของประเทศ แม้วิวัฒนาการทางการแพทย์จะเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์จะเจริญก้าวหน้ามากมายเพียงใด การวินิจฉัยโรค การบำบัดรักษาโรคจะได้ผลสักเพียงใดก็มิได้มีผลมากมายนัก เหตุเพราะเป็นสังคมชาวนา มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำ การเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แม้หมอจะมีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาโรคบางอย่างจำเป็นต้องใช้ค่ารักษาที่สูง ทำให้ส่วนมากหันไปรักษาด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม คือ การรักษาด้วยพิธีธรรม ยากลางบ้านบ้าง หมอสมุนไพรบ้าง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการักษาไม่สูงมากนักนอกจากนี้การบำบัดรักษาด้วยพิธีกรรมที่ยึดถือปฏิบัติมาอันเป็นที่พึ่งสุดท้ายเพื่อการเยียวยาบำบัดให้หายจากการทรมานทั้งทางกายและจิตใจ พิธีแกลมอประกอบขึ้นยามเหตุการณ์วิกฤตในครอบครัว จึงเป็นวิธีการบำบัดอีกวิธีหนึ่งที่ยังคงยึดมั่นค่อนข้างเหนียวแน่นเกือบทุกผู้ทุกคน สังเกตได้จากการเข้าร่วมพิธีกรรมของกลุ่มชนจะพบเห็นทุกเพศ ทุกวัย ในวงพิธีกรรม แม้ว่าทัศนคติของคนบางคนที่ได้รับการศึกษาหรือมีฐานะดีจะไม่เชื่อในเรื่องนี้ แต่หากประกอบพิธีกรรมด้วยตนเองก็ยังฝากปัจจัยอื่นๆเข้าสมทบ และผู้คนเหล่านั้นไม่ได้ดูหมิ่นหรือกล่าวร้ายต่อแกลมออย่างใด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะให้ความสำคัญต่อระบบครอบครัวโดยเฉพาะความเป็นญาติพี่น้องในสายตระกูลอย่างเหนียวแน่นนั่นเองแม้การรักษาพยาบาลจะเจริญก้าวหน้าเพียงใด หากการเจ็บป่วยยังไม่สามารถบำบัดรักษาให้หายขาดได้ อันมีเหตุจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนด หากยังยากจนอยู่อย่างในปัจจุบันนี้ พิธีกรรมที่เรียกว่าแกลมอก็ยังอยู่ในระบบความเชื่อตลอดไป


แหล่งที่มา : http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/performing-arts/236-performance/255-----m-s

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น